46 views

รัฐบาลเร่งจับมือภาคีเครือข่าย ชวนวัยรุ่นเปลี่ยนเงินซื้อบุหรี่ไฟฟ้าเป็น “เงินออม”


นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดผลสำรวจพฤติกรรมการใช้ “บุหรี่ไฟฟ้า” ของเด็กและเยาวชนไทย พบว่า กว่าครึ่งได้เงินซื้อบุหรี่ไฟฟ้าจากครอบครัว สูญเสียเงินซื้อสูงปีละ 26,944 บาท เฉลี่ยเดือนละ 2,245 บาท จึงเป็นห่วงตัวละครผู้ทรงอิทธิพลออนไลน์มีผลต่อการตัดสินใจ รัฐบาล โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับสถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย (ยท.) ชวนวัยรุ่นไทยเริ่มต้นปีใหม่นี้ เปลี่ยนเงินซื้อบุหรี่ไฟฟ้าเป็นเงินออม ชี้ 30 ปี ได้เงินเก็บถึง 1.8 ล้านบาท ทั้งนี้ จากผลสำรวจการบริโภคผลิตภัณฑ์ยาสูบในเยาวชนไทยปี 2565 พบว่า สูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นจาก 3.3% เป็น 17.6% หรือเพิ่มขึ้น 5.3 เท่า

จากผลสำรวจกลุ่มตัวอย่างเด็กและเยาวชนใน กทม. จำนวน 400 ตัวอย่าง อายุระหว่าง 13-24 ปี ซึ่งเป็นผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าทั้งหมด พบข้อมูลที่น่าสนใจว่า 56.5% ได้รับเงินจากบิดา มารดา หรือผู้ปกครอง 87.75% มีรายได้ระหว่าง 500-2,000 บาท/สัปดาห์ สำหรับเงินที่นำมาซื้อบุหรี่ไฟฟ้าส่วนใหญ่ 54.50% ได้จากบิดา มารดา หรือผู้ปกครอง ใช้เงินซื้อบุหรี่ไฟฟ้าเฉลี่ยสูงถึงปีละ 26,944 บาท หรือเดือนละ 2,245 บาท 73% ใช้เงินซื้อบุหรี่ไฟฟ้า 501-1,000 บาท/สัปดาห์ นอกจากนี้ ยังพบว่า การที่หน่วยงานหรือองค์กรที่มีหน้าที่กำกับกิจการภาพยนตร์หรือละครทางโทรทัศน์หรือสื่อสังคมออนไลน์ปล่อยให้มีตัวละครในภาพยนตร์ หรือผู้ทรงอิทธิพลบนโลกออนไลน์สูบบุหรี่ไฟฟ้า จะมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจสูบบุหรี่ไฟฟ้ามากถึงมากที่สุด 16.25% และปานกลาง 38.25% เมื่อรวมกันแล้วคิดเป็น 54.50% ตอกย้ำได้ว่า สื่อบุคคลอย่างผู้ทรงอิทธิพลบนโลกออนไลน์หรือตัวละครในภาพยนตร์มีผลต่อการตัดสินใจของเด็กและเยาวชน ทั้งนี้ รัฐบาลเห็นความสำคัญของการวางแผนทางด้านการเงินของคนรุ่นใหม่และการมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง จึงขอใช้โอกาสเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ 2568 เชิญชวนเด็กและเยาวชนไทยเริ่มต้นคนใหม่ ในปีใหม่ ตามแนวคิด “Happy New Life” คือ มีความสุขในชีวิตทั้งมิติสุขภาพและมิติทางด้านการเงิน ด้วยการเปลี่ยนเงินที่ซื้อบุหรี่หรือบุหรี่ไฟฟ้าและสินค้าที่ไม่จำเป็นต่อร่างกายมาเป็นเงินออมและลงทุนเพื่อสร้างรากฐานที่มั่นคงของครอบครัวในอนาคตต่อไป

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. กล่าวว่า ขณะนี้บุหรี่ไฟฟ้า ได้สร้างการรับรู้ที่บิดเบือน เช่น ทำให้ควันกลายเป็นไอลดกลิ่นเหม็นแทนที่ด้วยน้ำยาสรรค์สร้างกลิ่นหอม จนทำให้ทั้งผู้ใหญ่และเด็กกลายเป็นเหยื่อ มีการสำรวจในปี 2564 ที่พบว่าเด็กและเยาวชนผู้หญิงไทยสูบบุหรี่ไฟฟ้า ถึง 15% และพบว่าผู้ที่เสพติดนิโคติน 70% จะไม่สามารถเลิกเสพได้ตลอดชีวิตนั่นหมายถึงในอนาคตผู้หญิงไทยจะมีอัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้ามากกว่า 10% ซึ่งต่างจากขณะนี้ที่อัตราการสูบบุหรี่มวนของผู้หญิงไทยเพียงแค่ 1.3% ค่านิยมของสตรีไทยที่ไม่ค่อยมีใครสูบบุหรี่อาจจะกลายเป็นค่านิยมที่เปลี่ยนไปได้ เรื่องที่น่ากลัวคือมีความจงใจทำบุหรี่ไฟฟ้าให้เหมือนของเล่นเด็กเล็ก เพื่อจงใจหลบหลีกผู้ปกครอง และทำให้เด็กรู้สึกวางใจว่าไม่อันตราย จนมีรายงานจากจิตแพทย์ว่า พบพ่อแม่ของเด็กประถมศึกษาปีที่ 1 อายุเพียง 7 ขวบ มาขอปรึกษาเรื่องการเสพติดบุหรี่ไฟฟ้า และจากงานวิจัยพบว่า 73% ของเด็กที่สูบบุหรี่ไฟฟ้าได้รับการชักชวนจากคนในครอบครัว ญาติสนิท เพื่อน และคนในชุมชน ที่เด็กไว้วางใจ ทั้งนี้ ยืนยันชัดเจนจากการทดลองในหนู พบว่า นิโคตินในบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสารก่อมะเร็งปอดในหนู โดยหนูที่ได้รับไอบุหรี่ไฟฟ้านาน 1 ปี จะเป็นมะเร็งปอดถึง 22.5% ถ้าเด็กไทยได้รับบุหรี่ไฟฟ้าตั้งแต่เด็ก โอกาสที่อนาคตจะกลายเป็นมะเร็งปอดในวัยหนุ่มและวัยกลางคนก็จะมีมากขึ้นด้วย


ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แจ้งข้อมูลเบาะแส